พฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ถูกต้อง จะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และได้รับการผ่าตัดรักษาตามแผน การวิจัยนี้เป็นการหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และ 2) ศึกษาอำนาจการทำนายของความรู้ การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้อุปสรรค และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลของเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีอายุตั้งแต่ 1 เดือนถึง 5 ปี จำนวน 135 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดที่มีเลือดไปปอดมาก และยังไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดที่มาติดตามการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์หัวใจและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม 2559 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 2) แบบประเมินความรู้ และ 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการ แต่กำเนิดที่ผู้วิจัยนำมาจากแบบสอบถามของศุภมาส สร้อยเพชร และอุษณีย์ จินตะเวช (2557) 4) แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของโรค และ 5) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม มีค่าดัชนีความตรงเนื้อหาเท่ากับ .85 และ .81 ตามลำดับ เครื่องมือทั้งหมดมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 .83 .82 .81 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ดูแลมีพฤติกรรมการดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอยู่ในระดับมาก (`X = 81.23, SD = 8.81) 2. ความรู้ การรับรู้ความรุนแรงของโรค และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ร้อยละ 17.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยพบว่าการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ดีที่สุด (b=.234, p< .05) รองลงมาคือ ความรู้ และการรับรู้ความรุนแรงของโรค (b=.196, p< .05; b =.185, p< .05) ตามลำดับ ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเพื่อการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และเป็นแนวทางในการสร้างโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้ และการรับรู้ความรุนแรงของโรคของผู้ดูแล Proper caregiver behaviors can prevent respiratory infection in children with congenital heart disease and help reduce disease complications ensuring surgery goes as planned. This predictive correlational research aimed to study 1) care behaviors of caregivers in preventing respiratory tract infections in children with congenital heart disease, and 2) predictability of knowledge, perceived severity of the disease, perceived barriers, and perceived self-efficacy toward care behaviors of caregivers to prevent respiratory tract infection. The samples included 135 caregivers of children with congenital heart disease aged 1 month to 5 years old. They were diagnosed with increased pulmonary blood flow type and had no surgery and came for follow-up visits from January to March 2016 at the outpatient departments of One Heart Center, and University Hospital in the Northeastern Thailand. Research instruments consisted of 1) a questionnaire on the care behaviors of caregivers in preventing respiratory tract infection in children with congenital heart disease, 2) a knowledge assessment test questionnaire, 3) a self-efficacy questionnaire regarding preventive care behaviors to prevent respiratory tract infection in children with congenital heart disease of caregivers developed by Soiphet and Jintrawet (2014), 4) Perceived Severity of Disease Questionnaire, and 5) Perceived Barriers Questionnaire Regarding Preventive Care Behaviors to Prevent Respiratory Tract Infection in Children with Congenital Heart Disease of Caregivers, which was developed by the researcher from the literature review. The content validity of the last two questionnaires were.85 and .81, respectively. The reliability of the all questionnaires was .92 .83 .82 .81 and .96, respectively. Data were analyzed using descriptive statistics and stepwise multiple regression. The results revealed that: 1. Caregivers demonstrated care behaviors to prevent respiratory tract infections in children with congenital heart disease at a high level (`X = 81.23, S.D.= 8.81 ). 2. Knowledge, perceived severity of the disease, and perceived self-efficacy were statistically significant and described predictability was at 17.90% of caregiver behaviors to prevent respiratory tract infection in children with congenital heart disease (R2 = .179, p < .05). It was found that perceived self-efficacy was the best predictor of care behaviors to prevent respiratory infection (b =.234, p< .05), followed by knowledge, and perceived severity (b=.196, p< .05; b =.185, p< .05) respectively. The results of this study provides information about care behaviors of caregivers to prevent respiratory tract infection in children with congenital heart disease, and serves as a guide to develop programs to promote caregivers’ perceived self-efficacy, knowledge, and perceived severity of the disease.