ทารกเกิดก่อนกำหนดมักมีปัญหาด้านการดูดกลืน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด การกระตุ้นการดูดกลืนอาจทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อในการดูดกลืนมีการพัฒนาดีขึ้น การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดระหว่างทารกกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นการดูดกลืนและทารกกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นทารกเกิดก่อนกำหนดอายุหลังปฏิสนธิ 30-32 สัปดาห์ ที่รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิดและหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2557 จำนวน 20 ราย โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ โดยการสุ่มแบบจับคู่ในด้านอายุหลังปฏิสนธิ น้ำหนัก ณ วันที่ทำการศึกษา และระยะเวลาในการใส่ท่อหลอดลมคอ เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 10 ราย กลุ่มทดลองได้รับการกระตุ้นการดูดกลืนวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 10 วัน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ แผนการกระตุ้นการดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของทารกเกิดก่อนกำหนดและมารดา และแบบประเมินพฤติกรรมการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด (The Preterm Infant Breastfeeding Behavior Scale: PIBBS) สร้างโดยนิควิสและอีวาลด์ (Nyqvist & Ewald, 1999) มีความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติฟิชเชอร์ สถิติทดสอบค่าทีชนิดสองกลุ่มอิสระต่อกัน และสถิติทดสอบค่าทีชนิดสองกลุ่มไม่อิสระต่อกัน ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองคะแนนพฤติกรรมการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01) และหลังการทดลองคะแนนพฤติกรรมการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดในกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การกระตุ้นการดูดกลืนช่วยให้ทารกเกิดก่อนกำหนดมีพฤติกรรมการดูดนมมารดาดีขึ้น ดังนั้นพยาบาลจึงควรทำการกระตุ้นการดูดกลืนให้แก่ทารกเกิดก่อนกำหนดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูดนมมารดาของทารกต่อไป Preterm infants frequently experience oral feeding problems which affect their breastfeeding performance. Oral stimulation may enhance the neuromuscular development for sucking. This quasi-experimental research (two group, pretest-posttest design) aimed to examine the effects of oral stimulation on preterm infants’ breastfeeding behaviors between an experimental and a control group. The sample consisted of 20 preterm infants with postconceptional age 30-32 weeks, who were hospitalized at the Neonatal Intensive Care Unit (NICU) and the Nursery Unit of University Hospital in Chaing Mai Province during May to October 2014. The sample was selected through a purposive sampling method which randomized matching by postconceptional age, body weight, and duration of endotracheal intubation. Each subject was randomly assigned into either the experiment group (n=10) or the control group (n=10). The experiment group received oral stimulation once a day for 10 days and the control group received routine care. The instrument used for conducting in this study was an oral stimulation program. Instruments used for data collecting consisted of the demographic data form and the Preterm Infants’ Breastfeeding Behavior Scale (PIBBS). The reliabilities were 1.0. The data were analyzed by using descriptive statistics, Fisher’s exact test, Independent t-test, and Paired t-test. The results revealed that after intervention, the mean score of preterm infants’ breastfeeding behavior of the experimental group was statistically significantly higher than the control group (p < .01). After the intervention, the mean score of preterm infants’ breastfeeding behavior in both groups were statistically significantly higher than before the intervention (p < .01). The findings of this study show that the implemention of oral stimulation can improve preterm infants’ breastfeeding behaviors. Therefore, nursing staff should utilize oral stimulation to promote good breastfeeding behaviors.